ในวันที่ตลาดผันผวน การกระจายความเสี่ยงสำคัญกว่าการหาสินทรัพย์ที่ดีที่สุด
ในโลกการลงทุน ไม่มีสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตลอดเวลา บางช่วงหุ้นอาจปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่บางช่วงสินทรัพย์อย่างทองคำ พันธบัตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์กลับให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นการ “กระจายการลงทุน (Diversification)” จึงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ต โดยการแบ่งเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภท หลายอุตสาหกรรม หรือหลายภูมิภาค เพื่อลดผลกระทบหากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งปรับตัวลงอย่างรุนแรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางในปัจจุบัน ระหว่างสหรัฐอเมริกา/อิสราเอลกับอิหร่าน
ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์พลังงานปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาดหุ้นบางประเทศโดยเฉพาะในตลาดหุ้นของประเทศ Emerging Market เผชิญแรงขายอย่างหนักจากความกังวลของนักลงทุน
ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเห็นได้ชัดว่าสินทรัพย์อย่างค่าเงินดอลลาร์ และพลังงานมักได้รับความสนใจมากขึ้น
ในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก นักลงทุนที่มีการกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์หลายประเภทจึงสามารถลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้น และรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว
การกระจายการลงทุนยังช่วยให้พอร์ตมีความสมดุลในระยะยาว เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทมีวัฏจักรการเติบโตที่แตกต่างกัน เมื่อสินทรัพย์หนึ่งอ่อนตัว อีกสินทรัพย์อาจปรับตัวขึ้นมาชดเชย ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และลดโอกาสขาดทุนรุนแรงในช่วงตลาดผันผวน
อย่างไรก็ตาม การกระจายการลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากนักลงทุนขาด “วินัยในการลงทุน” เพราะความผันผวนของตลาดมักกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ เช่น ความกลัวในช่วงตลาดปรับตัวลง หรือความโลภในช่วงตลาดขาขึ้น ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์มากกว่ากลยุทธ์
นักลงทุนที่มีวินัยจะยึดตามแผนการลงทุนระยะยาว เช่น การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Dollar-Cost Averaging) การกำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ต และการปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เป็นระยะ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิด และทำให้การลงทุนดำเนินไปตามเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้
ในระยะยาว งานวิจัยของหลายสถาบันการเงินพบว่า “พฤติกรรมของนักลงทุน” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนมากที่สุด นักลงทุนที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและรักษาวินัยการลงทุน มักสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงกว่า และรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่านักลงทุนที่ตัดสินใจตามอารมณ์หรือกระแสตลาดในระยะสั้น
ดังนั้น การลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างพอร์ตที่สมดุล กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และรักษาวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน