DeepSeek จุดชนวนหุ้นเทคฯ จีนพุ่งแรง – ปรับพอร์ตอย่างไรไม่ให้ตกเทรนด์
DeepSeek ได้จุดประกายความน่าสนใจให้กับหุ้นจีนอีกครั้ง หลังจากที่พอร์ตการลงทุนในหุ้นจีนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา น่าจะทำร้ายจิตใจของนักลงทุนไปพอสมควร โดยการมาของ Deepseek ส่งผลให้หุ้นเทคฯ และ AI ของจีนปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี 2025 วันนี้เราจึงอยากมาแชร์มุมมองให้กับทุกท่าน ว่าตลาดหุ้นจีนจะไปในทิศทางไหนต่อหลังจากนี้
- ตลาดหุ้นจีนฟื้นแรง สร้างผลตอบแทนเป็นบวกในสองเดือนแรกของปี 2025
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นสวนทางกับมุมมองของนักวิเคราะห์ทั่วโลกช่วงต้นปี ที่คาดว่าตลาดจีนจะซึมยาวในปีนี้จากการกลับมาของ Trump ที่มาพร้อมนโยบายการค้า โดยตลาดหุ้นจีนได้รับแรงหนุน จากการเปิดตัว AI ของ DeepSeek บริษัทสัญชาติจีน ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ใช้ต้นทุนต่ำ ทำให้บริษัทผู้พัฒนา AI ทั่วโลกต้องกลับไปพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนา AI กันใหม่ว่า การพัฒนาโดยใช้แนวทางแบบ Deepseek“คุ้มค่ากว่า” การพึ่งพาพลังการประมวลผลเพียงอย่างเดียวหรือไม่ จึงทำให้หุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ของจีน เช่น Alibaba Tencent Baidu ปรับตัวขึ้นแรงยกแผง สวนทางกับบริษัทที่ทำชิพประมวลผล เช่น NVDIA AVGO AMD TSMC ปรับตัวลงแรงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
- DeepSeek มีแนวทางการพัฒนา AI ที่ดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการผลิตอยู่
DeepSeek กำลังเปลี่ยนแนวคิดด้านการสร้าง AI ครั้งสำคัญ โดยเน้นที่อัลกอริธึมมากกว่าการเพิ่มพลังการประมวลผล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลวิจัยเผยว่ารุ่น V3 ของ DeepSeek ถูกฝึกด้วยชิป NVIDIA H800 กว่า 2,048 ตัว ไม่ใช่ชิปที่ผลิตในจีนเอง ขณะที่ Huawei Ascend 910C ถูกใช้เพียงในช่วงท้ายของการปรับแต่ง Deepseek AI เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าจีนยังคง “ขาดเทคโนโลยีชิป” ที่สามารถรองรับการฝึก AI ขนาดใหญ่ได้
ภายใต้ข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จีนยังไม่สามารถเข้าถึงเครื่องพิมพ์วงจร EUV จาก ASML ได้ ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยี DUV ที่มีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำกว่าคู่แข่ง เช่น TSMC ซึ่งสามารถผลิตชิป 7 นาโนเมตรด้วยอัตราผลิตสำเร็จเกิน 90% ขณะที่จีนมีอัตราผลิตสำเร็จเพียง 50% เท่านั้น
แม้จีนกำลังลดช่องว่างด้านประสิทธิภาพ AI เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ แต่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจขัดขวางการเติบโตในระยะยาวอยู่
- ภาครัฐฯจีน หันมาสนับสนุนการพัฒนาด้าน AI
ช่วงกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา “สี จิ้นผิง” ได้จัดประชุมร่วมกับผู้นำตลาดเทคโนโลยีจีน ประกอบด้วย “เหลียง เหวินเฟิง” ผู้ก่อตั้ง DeepSeek รวมถึง CEO บริษัทเทคฯชั้นนำอย่าง Alibaba, BYD, Huawei, CATL, Xiaomi, Tencent, Meituan ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญจากทางการจีน ว่าจะสนับสนุน “ภาคเอกชน” ให้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนมากขึ้น หลังมาตรการต่าง ๆ ของจีนในช่วงที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระส่ำระสายมาหลายปี โดยจีนระบุว่าจะผ่อนคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชน สะท้อนชัดเจนว่าเป็นกลยุทธ์ที่จีนจะใช้รับมือกับสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในสมรภูมิของ AI
- กองทุนเฮดจ์ฟันด์เริ่มกลับเข้ามามาลงทุนในจีน
จากรายงานของ Reuters ระบุว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นจีนอีกครั้งในปีนี้ แม้จะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยข้อมูลจาก Morgan Stanley ระบุว่า การถือครองหุ้นจีนของ Hedge Fund กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต
โดยนักลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ลงทุนใน Hedge Fund ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในจีนเพียง 3% ของพอร์ตโฟลิโอ เมื่อเทียบกับการลงทุน 60% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ก็เริ่มมีแนวโน้มการลงทุนหุ้นจีนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่กำลังเติบโต
- ระยะสั้นหุ้นเทคฯจีนยังมีปัจจัยสนับสนุน แต่ระยะยาวยังคงต้องติดตามต่อ
โดยทั่วไปการลงทุนในระยะสั้น-กลาง ‘Sentiment’ และ “Valuation” จะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเข้าลงทุนของนักลงทุน แต่ในระยะยาว นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับ “พื้นฐานเศรษฐกิจ” และ “นโยบายระหว่างประเทศ” ที่จะส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ
แม้ว่าช่วงนี้หุ้นจีนจะปรับตัวขึ้นมาแรงแล้ว แต่ดัชนี MSCI China ยังคงซื้อขายที่ระดับ FW P/E เพียง 11 เท่า ขณะที่ CSI300 อยู่ที่ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นโลกที่มี FW P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 19 เท่า แสดงให้เห็นว่าตลาดจีนยังค่อนข้างถูกอยู่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติอาจไม่กลับมาลงทุนในหุ้นจีนอย่างต่อเนื่อง “ในระยะยาว” จนกว่านโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐฯจะมีความแน่นอนมากขึ้น ปัจจุบันสหรัฐฯมีแนวโน้มจะเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า และการกดดันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น หากมีการตอบโต้ด้านนโยบายเกี่ยวกับ AI กันไปมา ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศจีนได้
ดังนั้นในระยะสั้นเม็ดเงินน่าจะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นจีนอยู่ เนื่องจาก Valuation ที่ไม่แพง และ Sentiment ที่ยังดี น่าจะหนุนให้หุ้นจีนโดยเฉพาะกลุ่มเทคฯปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่ในระยะยาวยังต้องติดตามกันต่อ เนื่องจาก AI ยังเป็น “เกมส์ยาว”ระหว่างสหรัฐฯกับจีน
โดยสรุปแล้ว เรามองว่า การปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อมาลงทุนหุ้นจีนในปี 2025 เป็นทางเลือกที่ “น่าสนใจ” เราแนะนำว่าควรเพิ่มการลงทุนเข้ามาในส่วน Satellite Portfolio เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะสั้น (3-6 เดือน) ในสัดส่วน 5-15% ตามระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน แต่ยังไม่แนะนำเพิ่มเข้ามาในสัดส่วนของ Core Portfolio สำหรับลงทุนระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงในระยะยาวจากนโยบายระหว่างประเทศยังคงมีอยู่
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีและ AI ของจีน บล.บลูเบลล์ พร้อมให้คำแนะนำในการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเรามุ่งเน้นกลยุทธ์ที่สร้างเสริมการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นและระยะยาว