ลงทุนให้ได้ผล ต้องมองให้มากกว่าผลตอบแทน
นักลงทุนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “ผลตอบแทน” เป็นอันดับแรก และหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการดูผลตอบแทนย้อนหลัง
แล้วมันใช้ได้จริงไหม? คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เพราะผลตอบแทนในอดีตบอกได้แค่ว่า “เคยเกิดอะไรขึ้น” แต่ไม่ได้บอกว่า “จะเกิดอะไรต่อ”
เช่น ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นยังเติบโตได้ต่อเนื่องอยู่ไหม เพราะอุตสาหกรรมที่กำไรโตสม่ำเสมอมักสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเป็นสัญญาณว่าแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันราคาขึ้นมายังไม่หมดไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำได้แค่ช่วยประเมินโอกาส ไม่ใช่การันตีผล เพราะในความเป็นจริง ตลาดมีความไม่แน่นอนเสมอ และไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ บางครั้งปัจจัยที่ดูดีทุกอย่างก็ยังสู้จังหวะเวลาที่ผิดไม่ได้ สิ่งที่นักลงทุนทำได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่การหาสูตรที่ถูกต้องที่สุด แต่คือการเข้าใจภาพรวมให้ครบ ประเมินความเสี่ยงที่รับได้ และตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้าน ถัดมาคือภาพรวมเศรษฐกิจ อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาลงหรือเปล่า เพราะเมื่อต้นทุนการกู้ยืมถูกลง บริษัทก็ขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเม็ดเงินในตลาดก็มักไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วย ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเพียงแค่ความกังวลของนักลงทุนเพิ่มขึ้น ก็อาจจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว โดยที่พื้นฐานธุรกิจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย และสุดท้ายที่หลายคนมักลืมนึกถึงคือนโยบายของรัฐบาล ว่ายังสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เราลงทุนอยู่หรือเปล่า เพราะบางมาตรการที่ออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาจส่งผลกระทบได้อย่างรุนแรงและรวดเร็วกว่าที่คิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาได้ยกเลิกมาตรการสนับสนุนกลุ่ม Green Energy และหันไปส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์แทน ซึ่งส่งผลให้บรรดาหุ้นและกองทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดได้รับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งที่ตัวธุรกิจเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
และนอกเหนือจากปัจจัยภายนอกทั้งหมดนั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้จักตัวเอง
นักลงทุนแต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน บางคนนอนหลับสบายแม้พอร์ตติดลบ 20% บางคนแค่ลบ 5% ก็เริ่มตัดสินใจผิดพลาด การเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน และเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ที่กำลังลงทุนอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ดูผลตอบแทน จะช่วยให้การลงทุนสอดคล้องกับชีวิตจริงรวมถึงจะเป็นประโยชน์กับตัวเองได้มากที่สุด และ ช่วยให้การวางแผนทางการลงทุนของนักลงทุนอาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
บทเรียนจาก 2 ETF ที่เคยร้อนแรงก่อนจะร่วงแรง
ภาพนี้จะชัดขึ้น เมื่อลองดูตัวอย่างจาก 2 กองทุน ETF ที่เคยเป็นขวัญใจนักลงทุนในยุคเดียวกัน
ARKK — ARK Innovation ETF
ในช่วงปี 2020–2021 ARKK คือกองทุนที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด นักลงทุนทั่วโลกแห่กันเข้าซื้อเพราะเห็นผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ และเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ Cathie Wood ที่เน้นลงทุนในบริษัทนวัตกรรมอย่าง Tesla, Zoom และ Teladoc แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ บริษัทส่วนใหญ่ใน ARKK ยังไม่มีกำไร และมีความอ่อนไหวสูงมากต่อทิศทางดอกเบี้ย เมื่อ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ มูลค่าของหุ้นพวกนี้ก็ถูกกดลงอย่างหนักจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้าย ARKK ดิ่งลงจากจุดสูงสุดกว่า 80%
บทเรียนที่ได้คือ ผลตอบแทนย้อนหลังที่สวยงามในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ไม่ได้แปลว่าจะทำซ้ำได้เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

KWEB — KraneShares CSI China Internet ETF
ในช่วงเวลาเดียวกัน KWEB ก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba, Tencent และ Meituan ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีฐานผู้ใช้งานมหาศาล แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดไว้คือ รัฐบาลจีนออกมาตรการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีอย่างกะทันหัน ครอบคลุมทั้งธุรกิจอินเทอร์เน็ต การศึกษา และวิดีโอเกม โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า KWEB จึงร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 95 ดอลลาร์ ไปแตะ 20 ดอลลาร์ คิดเป็นการดิ่งลงกว่า 80%
บทเรียนที่ได้คือ แม้พื้นฐานธุรกิจจะดีแค่ไหน ความเสี่ยงจากนโยบายรัฐบาลหรือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ก็สามารถพลิกทุกอย่างได้ในชั่วข้ามคืน และนั่นคือสิ่งที่ผลตอบแทนย้อนหลังไม่เคยบอกไว้

ผลตอบแทนในอดีตมิได้ยินยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน