กองทุน LTF ควรไปต่อหรือควรปล่อยมือ

share

สำหรับนักลงทุนที่อยู่ในวัยทำงาน หลายๆท่านน่าจะมีกองทุน LTF หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว อยู่ในพอร์ต เพราะเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต เนื่องจากให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนได้ 2 ต่อ ทั้งโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทย และ ผลตอบแทนจากการลดหย่อนภาษี

อย่างไรก็ตามหลังจากการลดหย่อนภาษีไปแล้ว หลายท่านน่าจะประสบปัญหาคล้ายกัน คือ ถือ LTF จนครบกำหนดแล้ว แต่ยังขาดทุนอยู่ ซึ่งคำถามยอดฮิตเมื่อ LTF ครบกำหนด 7 ปี คือ เอายังไงกับ LTF ต่อดี ?

เบื้องต้นแนะนำให้เช็คก่อนว่า LTF ของเรา “ติดลบจริงมั้ย” โดยเราต้องคำนวณผลประโยชน์อื่น ๆ เข้าไปด้วย ได้แก่

  1. เงินปันผล : กองทุน LTF ในไทยหลายกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผลระหว่างทาง เราจึงควรเช็คก่อนว่ากองทุน LTF ที่เราถืออยู่มีการจ่ายปันผลหรือไม่ หากมี ก็ดูต่อว่าเราได้รับปันผลมาแล้วทั้งหมดเท่าไหร่ตั้งแต่เริ่มลงทุน
  2. สิทธ์ลดหย่อนภาษี ที่ได้รับไปเมื่อปีที่ลงทุน : สมมติว่า เราใช้สิทธิลดหย่อนเต็มวงเงิน 500,000 บาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเต็มอัตรา โดยหากฐานภาษีเราอยู่ที่ 20% แต่ปัจจุบันกองทุนติดลบอยู่ -30% พอหักลบกลบกันแล้ว จะเท่ากับติดลบ เหลือแค่ 10% เท่านั้น และหากเราได้รับปันผลระหว่างทางมาทั้งหมด 15% จะกลายเป็นจริงๆแล้วเราได้กำไร 5% เป็นต้น

ดังนั้นก่อนที่เราจะเปิดพอร์ตแล้วตกใจกับผลขาดทุน เราควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ด้านอื่นๆก่อน ไทรเชื่อว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงมา และ ทำให้เราสามารถปล่อยมือจาก LTF ได้ง่ายขึ้นค่ะ

ถัดมาสิ่งที่เราต้องตัดสินใจต่อ คือ จะเอายังไงกับ LTF ก้อนนี้ต่อดี ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนจะมี 2 ทางเลือกในการจัดการกับ LTF เหมือนกัน คือ

  1. ถือต่อเพื่อรอขายทำกำไรในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้น

สำหรับคนที่เลือกทางนี้ แนะนำว่าควรต้องดูว่ากองทุน LTF ที่เราลงทุนอยู่มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือไม่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนตลาด หรือ กองทุน LTF อื่นๆในตลาด หากไม่ดีก็ควรสับเปลี่ยนกองทุนใหม่ เพราะ ถึงแม้กองทุน LTF จะครบกำหนดไปแล้ว ก็ยังคงมีผู้จัดการกองทุนที่ช่วยบริหารจัดการให้เหมือนเดิม และ เรายังสามารถสับเปลี่ยนไปยังกองทุน LTF ต่างๆได้เช่นเดิม

  1. ขยับไปหาการลงทุนในกองทุนอื่น ที่คาดหวังผลตอบแทนได้ดีขึ้น 

ทางเลือกการลงทุนในกองทุนรวม ปัจจุบันมีให้นักลงทุนได้เลือกหลากหลายขึ้นกว่าในอดีต มีให้เราเลือกลงทุนในทุกประเภทของสินทรัพย์ และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ ก็ได้มีการเปิดกองทุน Feeder Fund ที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีคุณภาพสูงหลากหลายกองทุน โดยเปิดขายเป็นทั้งกองทุนปกติ และ กองทุนลดหย่อนภาษี RMF สำหรับผู้ที่ยังต้องเสียภาษีต่อ ก็ควรเลือกลงทุนต่อในกองทุน RMF เนื่องจากจะได้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอีกต่อนึง

เลือกลงทุนระยาวกับกองทุนลดหย่อนภาษี กับกองทุนที่มีนโยบาย “ลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ” เนื่องจาก หุ้นต่างประเทศ มักสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า หุ้นไทย ในระยะยาว ซึ่งเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 ผลตอบแทน10 ปีย้อนหลังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีขาดทุนสูงสุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ(S&P500)196%19.6%-34%
ตลาดหุ้นยุโรป(STOXX600)46%4.6%-35%
ตลาดหุ้นอินเดีย(NIFTY50)171%17.1%-38%
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น(NIKKEI225)119%11.9%-30%
ตลาดหุ้นเวียดนาม(VNINDEX)120%12.0%-50%
ตลาดหุ้นไทย(SET INDEX)-20.1%-2.1%-35%

จะเห็นได้ว่าการลงทุนในตลาดต่างประเทศจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยชัดเจนในระยะยาว

ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมา หากเราลงทุนในหุ้นไทยโดยไม่ขยับไปไหนเลยเราจะขาดทุนอยู่ประมาณ -20% ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนกับกองทุน LTF กันอยู่

แต่ถ้าหากเราลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะได้ผลตอบแทนกลับมาเกือบ 2 เท่า หรือ เกือบ 200% ซึ่งในปัจจุบันกองทุนในไทยทั้ง RMF หรือ กองทุนปกติ ก็มีลงทุนในดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือ ประเทศต่างๆทั่วโลก ให้เราเลือกลงทุนได้

โดยหากเราพิจารณาถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ต้องบอกว่าโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศ เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากพื้นฐานตลาดหุ้นไทยเราเป็น Value Play ที่เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตในประเทศ ซึ่งอย่างที่ทุกท่านทราบกันว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างยังมีความกระท่อนกระแท่นพอสมควร และตลาดหุ้นไทยเราไม่ได้มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ นวัตกรรม ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเทรนด์ AI ทั่วโลกในขณะนี้ จึงทำให้โอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้าช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังจากนี้ จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

ดังนั้นสำหรับคนที่ยังเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย ก็สามารถถือกองทุน LTF ต่อไปได้ แต่ควรเลือกลงทุนใน LTF ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี ส่วนคนที่ต้องการหาโอกาสการลงทุนประเภทอื่นก็มีทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะกองทุนหุ้นต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หรือ กองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่ดี เช่น Technology Healthcare เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มีผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา

Latest News

มีนานี้ มี Gift Card มาแจก

มีนานี้ มี Gift Card มาแจก

ทำไมการลงทุนใน S&P 500 หรือ US500 จึงเป็นที่พูดถึงกันในช่วงนี้

ทำไมการลงทุนใน S&P 500 หรือ US500 จึงเป็นที่พูดถึงกันในช่วงนี้

ปี 2026 ผันผวนสูงบลูเบลล์ชวน “จัดพอร์ตให้รอดและโต” ในโลก Low-Growth

ปี 2026 ผันผวนสูงบลูเบลล์ชวน “จัดพอร์ตให้รอดและโต” ในโลก Low-Growth

ปิดโหมดสีเทา