สหรัฐ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-อินเดีย เป็น “ม้าตัวเต็ง”โอกาสทะยานต่อ รับ ปี 2026
ชู 4 ตลาด “สหรัฐ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-อินเดีย”…
เป็น “ม้าตัวเต็ง” โอกาสทะยานต่อรับ “ปีใหม่-2026”
ส่วน 3 “ม้าฟอร์มตก” ได้แก่ “ยุโรป-จีนแผ่นดินใหญ่-ไทย”
สำหรับ “ปีมะเมีย-2026” ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ทางโหรทักว่าเป็น “ปีม้าลุยไฟ” สถานการณ์บ้านเมืองมีความท้าทายและยังมีสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า มุมมองการลงทุนของ “บล.บลูเบลล์” (BLUEBELL) ในปี2026 เอง เรามองว่า ไม่ได้เป็น “ปีที่ตลาดหุ้นทุกประเทศจะดีพร้อมกันหมด” และไม่ใช่ปีที่ทุกตลาดหุ้นทั่วโลกจะสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกให้กับพอร์ตของเราได้ เนื่องจากเศรษฐกิจแต่ละประเทศโตไม่พร้อมกัน บางประเทศยังโตต่อ บางประเทศเริ่มแผ่ว บางประเทศเหมือนกำลังฟื้นแต่ฟื้นแบบติดๆ ขัดๆ
ถ้าเปรียบเหมือนอยู่ในสนามม้า คือ เราต้องมองให้ออกว่าม้าตัวไหนเป็น “ตัวเต็ง” ม้าตัวไหนเป็น “ม้ารอง” และม้าตัวไหนกำลัง “ฟอร์มตก” เพื่อที่จะทำให้เรา “Rebalance” พอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม
“ดังนั้นโอกาสจะ ‘ไม่กระจาย’ ทั่วกระดานเหมือนเดิม แต่จะไป ‘กระจุก’ อยู่ในไม่กี่ประเทศและไม่กี่ธีม (Theme) มากขึ้น แรงขับหลักมาจาก การลงทุนด้าน AI การจัดระเบียบ Supply Chain ใหม่ และนโยบายเศรษฐกิจของบางประเทศที่ ยังคงสนับสนุนการเติบโต กลุ่มประเทศที่เรามองว่ายังคงเป็น ‘ม้าเต็ง’ หรือ ยังมีโอกาสไปต่อได้สดใส คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ขณะที่ยุโรป จีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึง ไทย ที่ยังอยู่ในโหมดเศรษฐกิจฟื้นช้าและมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างมากกว่าเดิม”
“กลุ่มเทคโนโลยี” ปีหน้า ให้ความสำคัญกับ “ผลประกอบการ” มากขึ้น
ในปีหน้า เรามองว่านักลงทุนจะให้ความสำคัญกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น โดยเฉพาะใน “กลุ่มเทคโนโลยี” ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดคุ้นเคยกับการเห็นกำไรออกมาดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระดับ Valuation ที่สูงในปัจจุบัน ตลาดก็มีความอ่อนไหวต่อข่าวเชิงลบมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท ปัจจัยเชิงนโยบาย หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนพร้อมที่จะขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้ทันที
ตัวอย่างที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน คือ ในปี 2025 มีบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI หลายแห่งที่มีผลประกอบการออกมาใกล้เคียงหรืออ่อนกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย แม้จะยังมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่และแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวที่ชัดเจน แต่ด้วยการลงทุนที่ยังต้องใช้เงินจำนวนมากและการรับรู้รายได้ที่อาจใช้เวลานานกว่าที่นักลงทุนเคยคาดหวัง ทำให้ตลาดตอบรับด้วยแรงขายในระยะสั้นและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงมาได้อย่างรุนแรง โดยไม่สนใจว่าภาพรวมของธุรกิจยังอยู่ในทิศทางเติบโตก็ตาม
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อขนาดและจังหวะของการลงทุนด้าน AI ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ รวมถึงระดับราคาหุ้นในปัจจุบันว่ายังสอดคล้องกับการเติบโตในระยะยาวมากน้อยเพียงใด”
“ตลาดหุ้น” ภาพรวมปีหน้ายังอยู่ในทิศทาง “ขาขึ้น”…เหตุ “กำไรบจ.ยังโตต่อ-ดอกเบี้ยขาลง-ศก.โลกไม่ชะลอตัวรุนแรง”
อย่างไรก็ตาม “ตลาดหุ้น” ในภาพรวมของปี 2026 เรายังเชื่อว่าจะแกว่งตัวอยู่ในทิศทางขาขึ้นได้ จาก 3 ปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุน ทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตต่อ แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยหนุนสภาพคล่องในระบบ และ เศรษฐกิจทั่วโลกที่ไม่ชะลอตัวรุนแรง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
“นักลงทุนอาจเริ่มมองหาทางเลือกในตลาดและสินทรัพย์อื่นมากขึ้น โดยเฉพาะ ‘ตลาดหุ้นในเอเชีย’ อย่าง ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ AI และยังมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างเช่น Healthcare ที่ในปี 2025 มีหลายช่วงที่กลุ่ม Tech เกิด Sell Off เม็ดเงินก็ยังคงไหลเข้าหากลุ่ม Healthcare อย่างต่อเนื่อง”
3 “ปัจจัยเสี่ยง” ที่ทำให้การลงทุนปีหน้า “ไม่ง่าย”
สำหรับปี2026 “ความเสี่ยง” ของตลาดสามารถสรุปได้เป็น 3 เรื่องหลัก เรื่องแรก คือความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐ ทั้งทิศทางดอกเบี้ยและปัจจัยทางการเมือง ซึ่งมักทำให้ตลาดผันผวนเป็นช่วงๆ และสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น เรื่องที่สอง คือความเสี่ยงในระบบการเงินจากระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ เมื่อการกู้ยืมอยู่ในระดับสูง ตลาดจะไวต่อเหตุการณ์ที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับขึ้นแรง ไม่ว่าจะมาจากเงินเฟ้อหรือความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลัง เรื่องสุดท้าย คือหากผลประกอบการของ AI ไม่มาตามนัด หรือ เติบโตไม่เท่ากับที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ ก็จะเกิดแรงเทขายในหุ้น “กลุ่ม Tech” ออกมาได้
แนะ “ลงทุนให้มีวินัย”…พร้อมชูกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบมี “แกนหลัก & สภาพคล่อง” ตอบโจทย์ทั้ง “ระยะยาว-ระยะสั้น”
“เรามองว่าปี2026 ไม่ใช่ปีที่การลงทุนจะง่ายเหมือน 3 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นปีที่ต้อง ‘ลงทุนให้มีวินัย’ มากขึ้น เพราะโอกาสยังมีอยู่ และในหลายมิติยังคล้ายปี2025 คือ ‘ธีม AI’ ยังเป็นธีมหลักของตลาด และยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อสูง ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน การคลังของประเทศชั้นนำ ก็ยังไม่ต่างจากปี 2025 แต่ปี 2026 ตลาดมีโอกาสที่จะ ‘ผันผวนได้ง่ายขึ้น’ เพราะด้วยระดับ Valuation ที่สูงและมีความเสี่ยงหลายด้านมากขึ้น
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับปี2026 คือ การจัดพอร์ตให้มี “แกนหลัก” เป็นกองทุนหุ้นคุณภาพ เน้นบริษัทที่มีกำไรจริง อยู่ในเทรนด์ที่เติบโต งบดุลแข็งแรง และสามารถถือสำหรับการลงทุนระยะยาวได้ และควรแบ่งเงินลงทุนบางส่วนเป็น “สภาพคล่อง” เพื่อใช้เป็นโอกาสเข้าลงทุนเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดปรับฐานจากข่าวหรือความเสี่ยงต่างๆ ดังที่เราได้เห็นโอกาสการช้อนซื้อของถูกหลายครั้งในปี2025
โดยสรุป “ปีมะเมีย-2026” ยังเป็นปีที่โอกาสในการลงทุนยังเปิดกว้าง แต่เป็นโอกาสที่ต้องอาศัยการ “คัดเลือก” มากขึ้น ว่าตลาดไหน ธีมไหน เป็น “ม้าตัวเต็ง” ที่พร้อมจะวิ่งทะยานสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่องรับปีใหม่นี้ และกลุ่มไหนเป็น “ม้าฟอร์มตก” ที่สำคัญยังต้องเตรียมแผนรับมือกับความผันผวนให้รอบคอบกว่าที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน